abocn_cricket

 จิ้งหรีดเป็นอาชีพที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงมากในเวลานี้

แมงสะดิ้ง หรือที่เรารู้จักกันดีที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า จิ้งหรีดจิ้งหรีดไทยดังไกลถึงต่างประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆสำหรับเกษตรกรชาวไทย ที่ทางคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ขอนแก่น)ได้ทำการวิจัยและพัฒนาขึ้นมา โดยมีการค้นพบว่าแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดนั้นเป็นแมงที่สามารถรับประทานได้ไม่เป็นอันตรายใดๆทั้งนั้น และได้ทำการแปรรูปให้เป็นอาหารต่างๆที่สามารถรับประทานได้ง่ายอีกด้วย เช่น ข้าวเกรียบจิ้งหรีด คุกกี้จิ้งหรีด ผงจิ้งหรีดสำเร็จรูป และ จิ้งหรีดที่นำมาแปรรูปที่ได้รับความนิยมที่สุด คงหนี้ไม่พ้นแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดทอดกรอบ รสต่างๆนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็น รสต้นตำหรับ หรือรสต้มยำกุ้งเป็นต้น นอกจากนี้ยังได้นำสินค้าแมงสะดิ้งที่ได้ทำการแปรรูปต่างๆไปออกจำหน่ายถึงต่างประเทศและประเทศที่นิยมรับประทานแมงสะดิ้ง มากที่สุดและได้ผลตอบรับที่ดีในการออกวางจำหน่ายได้แก่ประเทศฝรั่งเศสนั้นเอง

ซึ่งเรามีเกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดนั้น มีจำนวนทั้งหมด 20,000 ฟาร์มทั่วประเทศไทยกันเลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่จะมีฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดในแทบภาคอีสานเป็นจำนวนมากที่สุด

เรามาดูวิธีการเลี้ยงแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดกันเลยดีกว่าครับ

ขั้นตอนแรกเราสร้างบ้านให้กับเจ้าจิ้งหรีดกันก่อนโดย มีการสร้างได้หลายวิธี เช่น สร้างจากไม้อัด หรือ สร้างจากปูนก็ได้ โดยส่วนใหญ่จะทำเป็นลักษณะคล้ายๆห้องสี่เหลี่ยมมีความสูงประมาณ 1.5 เมตรขึ้นไป ความกว้างหรือความยาวของห้องนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณในการเลี้ยง ยิ่งมีพื้นที่กว้างมากยิ่งเลี้ยงได้เป็นจำนวนมาก เมื่อเรามีพื้นที่เป็นเหมือนห้องสี่เหลี่ยมแล้วเราก็จะใช้แผงที่ใส่ไข่ไก่ที่เป็นแบบกระดาษมาวางซ้อนไปมาสลับกันหน้าหลังไปมาเพื่อที่จะให้มีช่องว่างไว้ให้จิ้งหรีดได้อาศัยอยู่หรือเป็นเสมือนรังของมันนั้นเอง ส่วนเรื่องของอาหารจะให้กินจำพวกอาหารไก่หรืออาหารหมูก็ได้ที่สำคัญต้องบดให้ละเอียดมากๆยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะจิ้งหรีดเป็นสัตว์ที่มีขนาดตัวเล็กจึงต้องกินอาการที่เล็ก ไม่เช่นนั้นจะทำให้จิ้งหรีดไม่โตเพราะกินอาหารไม่ได้ ควรให้กินอาหารจำพวกนี้ประมาณ 20 วันเท่านั้นหลังจากนั้นควรให้อาหารจำพวกพืชผักเพราะไม่เช่นนั้นแล้วเวลาที่เราได้รับประทานจิ้งหรีดที่ให้อาหารไก่หรืออาหารหมูอย่างเดียวเข้าไปจะทำให้รู้สึกเหม็นคาวได้

ส่วนถาดสำหรับใส่อาหารนั้นควรมีขอบของถาดขึ้นมาสาเหตุเพราะเวลาจิ้งหรีดมากินอาหารจะไม่ทำให้อาหารหกออกไปจากถาด ทั้งนี้ต้องมีตาข่ายปิดที่บริเวณปากห้องที่เราเลี้ยงจิ้งหรีดอยู่เสมอเพื่อเป็นการกันจิ้งหรีดออกจากที่เราเลี้ยงและกันจิ้งจกหรือสัตว์อื่นๆเข้ามากินจิ้งหรีดของเราได้ จากนั้นเลี้ยงจิ้งหรีดไปให้ถึง 45 วันก็จะจับมาขายได้

จิ้งหรีดสามารถทำรายได้มากและเร็ว เกษตรกรส่วนใหญ่จึงเริ่มหันมาเลี้ยงจิ้งหรีดขายกันเป็นจำนวนมากและมีจำนวนผู้เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Cool grandfather

ปู่เย็น เฒ่าทรนง บุคคลตัวอย่างของความพอเพียง

ประเทศไทยเรานี้ต้องบอกว่าไม่สิ้นคนดีจริง เรามักจะได้เห็น ได้ยินข่าวสารของบุคคลทั่วไปที่มีความประพฤติดีอยู่ในกรอบ ในศีล ในธรรมจนกลายเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกหลานสืบต่อมาได้ อย่างเช่นบุคคลตัวอย่างที่เราจะนำเสนอ เค้าคือ ปู่เย็น เฒ่าทรนงบุคคลตัวอย่างของความพอเพียงซึ่งเราสามารถนำเรื่องราวของท่านมาเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิตได้เลย

ข้อมูลส่วนตัวของปู่เย็น

ปู่เย็นนั้นมีชื่อจริง นามสกุลจริงว่า นายเย็น แก้วมณี เป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี หากนับตามอายุในทะเบียนราษฏร์ท่านจะมีอายุประมาณ 89 ปี แต่อายุจริงมากกว่านั้นคาดกันว่าอายุน่าจะประมาณ 108 ปีได้ เนื่องจากตอนสัมภาษณ์ท่านบอกเองว่าเกิดปีฉลู รวมถึงคนชราในพื้นที่นั้นต่างก็บอกว่าตอนที่ตัวเองเป็นเด็กก็เห็น ปู่เย็น (ตอนนั้น) เป็นหนุ่มแล้ว ท่านเป็นคนนับถือศาสนาอิสลาม ด้านครอบครัวท่านสมรสกับ ย่าเอิบ แก้วมณี คนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งสองรักกัน สร้างครอบครัวมาอย่างยืนยาวนาน โดยที่ไม่มีใครต้องเปลี่ยนศาสนา บุตรธิดาทั้งสองไม่มีเนื่องจากปู่เย็นเป็นหมัน แต่ได้รับเลี้ยงบุตรบุญธรรมไว้สองคน (ผู้หญิง) ปัจจุบันทั้งสองก็แยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง

ความพอเพียงที่เลือกเอง

ชีวิตของปู่เย็น เดิมทีวางแผนไว้ว่าหลังจากลูกสาวทั้งสองมีเหย้ามีเรือนครอบครัวของตัวเองแล้ว ทั้งคู่จะไปใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตามประสาคนแก่ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อ ย่าเอิบ เสียชีวิตไปก่อน ทำให้ปู่เย็นในเวลานั้นเสียใจเป็นอย่างมากนานถึง 3 เดือนด้วยกัน จากนั้นท่านก็เอาทรัพย์สินบางอย่างที่สำคัญติดตัวลงไปอยู่ในเรือของตัวเอง ลำเล็กๆ ล่องไปตามแม่น้ำ ใช้อวนดักจับปลาเพื่อประทังชีวิตตัวเองเท่านั้น นี่ถือว่าเป็นเส้นทางพอเพียงในแบบฉบับของปู่เย็น

ดูแลตัวเองให้ได้

หลายคนอาจจะคิดว่าคนแก่ดูแลตัวเองไม่ได้ แต่ปู่เย็นทำให้เรารู้ว่าไม่ใช่แบบนั้นเลย ปู่เย็นเป็นคนที่มีนิสัยขี้สงสาร แต่ไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร ท่านเป็นคนที่คิดจะดูแลตัวเองให้ได้ด้วยตัวเองตั้งแต่เรื่องของสุขภาพ อาหาร การกินการอยู่ ท่านต้องการจัดการตัวเองให้ได้ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งบนความพอเพียง

ไม่หลงใหลไปกับชื่อเสียง

หลังจากเรื่องราวของท่านเผยแพร่ออกไปทางสื่อโทรทัศน์ ทำให้ท่านมีชื่อเสียงมากมายระดับประเทศเลย แต่ท่านก็ไม่ได้หลงระเริงไปกับชื่อเสียงเหล่านั้น ท่านคิดอยู่เสมอว่าชีวิตมีขึ้นมีลง เชื่อไหมว่าแม้จะดังขนาดนี้แต่ท่านก็ยังทำตัวเหมือนเดิม อยู่ในเรือล่องไปตามแม่น้ำเหมือนเดิมอย่างที่เคยทำมาตลอด นี่จึงเป็นเหมือนกับตัวอย่างให้ลูกหลานได้เห็นถึงการใช้ชีวิตตามหลักความพอเพียงอย่างแท้จริง

Suebnakasathien

สืบ นาคะเสถียร บุคคลที่เป็นลมหายใจของป่าที่ควรยกย่อง

ป่านับว่าเป็นทรัพยากรของชาติที่สำคัญมาก เนื่องจากป่าเป็นต้นธารของทรัพยากรอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นน้ำ สัตว์ป่า ฯลฯ ซึ่งการอนุรักษ์ป่าไม้นั้นนอกจากจะต้องการความร่วมมือจากเราทุกคน เรายังต้องการนักอนุรักษ์ที่ซื่อสัตย์อีกด้วย คนหนึ่งที่เป็นคนสำคัญด้านนี้ในหน้าประวัติศาสตร์ก็คือ สืบ นาคะเสถียร เพื่อไม่ให้เรื่องราวของเค้าเลือนหายไปกับกาลเวลาเราจะนำเสนอเรื่องราวของชายคนนี้กัน

ชีวิตในวัยเด็ก (เนิร์ด)

ครอบครัวของ สืบ เค้ามีพี่น้องทั้งหมดสามคน พ่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่ง ตอนเด็กสืบเป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่งมาก อ่านหนังสือประจำ และอ่านหนังสือตลอดเวลา วัยเด็กเค้าเป็นคนที่เล่นทั่วไปยิงนกตกปลาเหมือนกับเด็กคนอื่น ฝีมือการยิงหนังสติ๊กของเค้าแม่นราวกับจับวาง แต่ก็เลิกเล่นไปเพราะเคยยิงแม่นกตัวหนึ่งตายคารัง ต่อมาในวัยหนุ่ม สืบ เข้าเรียนสาขาวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต้องบอกว่าเค้าคือเด็กเนิร์ดในยุคนั้นอย่างแท้จริง การใส่แว่นกลมอันใหญ่ นั่งอ่านหนังสือตลอดเวลา จนเพื่อนร่วมห้องจากเฮฮาเสียงดังต้องเงียบไปเองด้วยความเกรงใจ ไม่เพียงแค่นั้นเวลา สืบ กลับบ้าน

ชีวิตการทำงาน

ด้วยความเก่ง มีความรู้ในสมองเยอะจากการอ่านหนังสืออย่างหนักเป็นเวลานาน นั่นทำให้เมื่อเขาเรียนจบการสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งป่าไม้ ไม่ได้อยากเกินความสามารถเข้าเลย ตอนนั้น สืบ สามารถสอบเข้าทำงานในกรมป่าไม้ได้เป็นอันดับสามเลย แต่เค้าเลือกที่จะไม่ทำงานในกรม เค้ากลับเลือกไปทำงานหน่วยเล็กๆ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่ จังหวัดชลบุรีแทน

การต่อสู้

แน่นอนว่าการทำงานกรมป่าไม้ สืบ ต้องปะทะกับเหล่าบรรดานายทุนที่พยายามจะเข้ามาหาผลประโยชน์กับป่าไม้ตลอดเวลา เค้าได้ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน จับผู้มีอำนาจ นายทุน นายพราน ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ทำผิดกฎหมายมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีมากมาย เรียกได้ว่าเป็นหนามยอกอกของพวกทำผิดกฎหมายเลยก็ว่าได้ จนกระทั่ง สืบ ได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อเมืองนอกด้านอนุรักษ์วิทยา พอจบกลับมาท่านสืบก็เอาความรู้ที่ได้มาวิจัยด้านการอนุรักษ์ป่าอย่างต่อเนื่องจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

จากการทำงานอย่างแข็งขัน ทั้งเรื่องของป่าไม้ สัตว์ป่า และทุกสิ่งทุกอย่างในป่าของไทย ทำให้ชื่อของ สืบ นาคะเสถียร เป็นอีกชื่อหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยเราที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอเมื่อมีการพูดถึงการอนุรักษ์ป่า หรือ ข่าวเกี่ยวกับการทำลายผืนป่า แม้ว่าวันนี้เค้าจะไม่อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เค้าเคยทำไว้จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักอนุรักษ์ป่ารุ่นต่อไป

Grandma smiles

ย่ายิ้ม หญิงชราแกร่งผู้อุทิศตนเพื่อส่วนรวมโดยการสร้างฝายปลูกป่า

การปลูกป่าถือว่าเป็นเรื่องที่เราควรหันกลับมาให้ความสนใจอย่างมาก เพราะว่าป่าเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่สำคัญอย่างมากประการหนึ่ง หากหมดป่ามนุษย์เราก็คงจะอยู่ไม่ได้แน่นอน วันนี้เราจะแนะนำผู้หญิงคนหนึ่งเธออยู่บ้านกลางป่ามานานหลายสิบปีความน่าประทับใจก็คือ นอกจากจะอยู่กลางป่าร่วมกับธรรมชาติได้แล้ว เธอยังช่วยปลูกป่ากว่าหมื่นต้นอีกต่างหาก

ย่ายิ้ม หญิงชราแกร่ง

เรื่องราวสุดประทับใจนี้ เราต้องเดินทางไปถึงบ้านท่าหนอง ตำบลหินหาด อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ที่นั่นมีผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 88 ปี เธออาศัยอยู่บนบ้านกลางป่า กลางเขาอยู่เพียงแค่คนเดียวตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะสามารถอาศัยอยู่บนนั้นเพียงคนเดียวได้ ด้านครอบครัวเธอมีลูกทั้งหมด 5 คน โดยทั้งหมดต่างแยกย้ายไปสร้างครอบครัวของตัวเองมีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นที่ดูแลย่ายิ้มอยู่อย่างห่างๆ แม้ว่าทั้งหมดจะพยายามรบเร้าให้ย่ายิ้มลงจากเขาไปอยู่ด้วยกันด้านล่างแต่เธอก็ไม่ยอมไป

อาศัยอยู่กับธรรมชาติไม่ง่าย

ลองนึกภาพตามว่า คนแก่อายุเกือบ 90 ปี จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรในชีวิตประจำวันก็ว่ายากแล้ว แต่ย่ายิ้มคนนี้ให้เราเพิ่มความยากลงไปอีกนับ 10 เท่าเลย เพราะการอยู่กลางป่าของย่ายิ้มนั้นเป็นการอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาใช้ ทุกอย่างใช้ร่วมกับธรรมชาติทั้งหมด เสื้อผ้า น้ำจากแหล่งธรรมชาติ อาหาร ซึ่งไม่ง่ายเลย บนป่าชีวิตของย่ายิ้มไม่แน่นอนบางครั้งฝนตกหนักมากจนไม่สามารถออกบ้านได้ นั่นทำให้ย่ายิ้มต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน กินได้แต่อาหารที่สำรองเอาไว้เท่านั้นบางครั้งข้าวสารที่เตรียมไว้ก็หมดจนต้องหาหัวกลอยป่ากินกับมะพร้าวคั่วเพื่อประทังชีวิตไปเท่านั้นเอง

ปลูกป่าสร้างฝาย

ไม่เพียงแต่อยู่กับป่าเท่านั้น ย่ายิ้ม ยังใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตปลูกต้นไม้ สร้างฝาย เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าแห่งนี้ให้อุดมสมบูรณ์มากขึ้น คาดการณ์กันว่า ย่ายิ้ม ปลูกต้นไม้ผ่านมาของตัวเองมาแล้วเกือบหมื่นต้นตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีบนเขา ไม่เพียงเท่านั้น ย่ายิ้มยังใช้เวลาที่เหลือทำฝายชะลอน้ำอีกด้วย โดยมีฝายกว่า 16 แห่งเกิดขึ้นจากฝีมือคุณย่าคนนี้ จากการคำนวณสิ่งที่คุณย่าทำทั้งการปลูกป่าและสร้างฝาย ได้ช่วยให้คนอีกหลายร้อยครอบครัวที่อยู่ด้านล่างมีน้ำใช้ทั้งการดำรงชีวิตและการเกษตร ก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่ย่ายิ้มทำไว้จะเป็นตัวอย่างให้ลูกหลานได้สืบสานต่อไปในอนาคตอีกนานแสนนาน

Dr. Krirk Meangkit

ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ครูเกษตรกร ผู้ให้แนวทางและความคิดดีๆ ทางการเกษตร

โลกยุคปัจจุบันจะบอกว่าความคิดของคนเริ่มกลับทางก็ว่าได้ จากเดินที่มุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่ มุ่งสู่สังคมโรงงานอุตสาหกรรม พนักงานออฟฟิศ เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่เริ่มมีความคิดเปลี่ยนไป หลายคนเริ่มหันกลับมาทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นอีกทางเลือกหนึ่งแล้ว ซึ่งต้องขอขอบคุณคนต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเค้าเหล่านี้ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ คือหนึ่งในแรงบันดาลใจนั้น หลายคนอาจไม่รู้จัก งั้นเรามาทำความรู้จักเค้ากันดีกว่า
ดร.เกริก มีมุ่งกิจ เค้าเป็นใคร

สำหรับคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องราวของการเกษตรมากนัก อาจจะไม่คุ้นกับชื่อนี้สักเท่าไร แต่หากอยู่ในวงการเกษตร ต้องรู้จักเค้าแน่นอน ชายคนนี้ถือว่าเป็นคนที่มีช่วงชีวิตที่เรียกว่ารุ่งโรจน์แบบสุดๆ กับตกต่ำแบบไม่น่าเชื่อได้เหมือนกัน เดิมทีเค้าเป็นนักค้าที่ดินตัวยงเลย เค้าค้าขายที่ดินจนมีเงินหลักหลายร้อยล้านบาทแต่การทำงานที่ผิดพลาดทำให้เงินที่มีทั้งหมดหายไปจนขาดทุนสุดท้ายล้มลายในที่สุด

หลังจากล้มละลายนั่นทำให้เค้ากลับไปเริ่มต้นใหม่ที่บ้านของเค้าเองที่จังหวัดสระแก้ว ตรงนั้นเข้ามีที่ดินเหลือจากครอบครัวอยู่ประมาณ 99 ไร่ จากนั้นเค้าก็เริ่มกลับมาพลิกฟื้นพื้นที่ของเค้าทั้งหมดให้กลับมาเป็นพื้นที่สำหรับงานเกษตรโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 จนพลิกฟื้นกลายเป็นผืนป่ามาสร้างรายได้กับตัวเองอย่างยั่งยืนในที่สุด

การเกษตรเพื่อความยั่งยืน

การทำเกษตรเพื่อเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นเรื่องที่เราได้ยินกันมานานมากแล้ว จากแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับตัวเองจนเกิดผลลัพธ์ แต่ ดร.เกริก สามารถทำได้ เค้ากลับมาพลิกฟื้นผืนป่าด้วยการใช้แนวคิดทฤษฎีเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจอย่างต้นไม้สัก เพื่อเก็บเอาไว้เป็นรายได้ในระยะยาว ตัดสลับกับไม้ผลระยะสั้นเพื่อสร้างรายได้ อาหารสำหรับกินในครอบครัว จากนั้นเสริมด้วยการหาสินค้าอื่นจากเกษตรไปขาย เช่น ปุ๋ยอินทรีย์จากการหมัก, น้ำส้มควันไม้, เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ด้วยแนวคิดนี้ทำให้ ดร.เกริก สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนแบบไม่ต้องเป็นภาระของใครเลย

จัดทำโครงการ

เมื่อ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาตัวเองผ่านระบบเกษตรผสมผสานแล้ว เค้าก็ไม่ได้เก็บแนวคิดนี้ไว้อย่างเดียว ตอนนี้เค้าเปิดพื้นที่ไร่ของเค้าให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้แบบเกษตรผสมผสาน เพื่อเป็นพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ หรือ คนที่สนใจจะเข้ามาทำเกษตรได้เรียนรู้วิถีเกษตรกรที่สามารถออกไปทำรายได้เลี้ยงครอบครัว พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ต้องบอกก่อนว่าหากคิดจะไปเรียนต้องเตรียมตัว เตรียมใจกันหน่อย เพราะดร.ท่านจัดหนักจริง แต่หากผ่านไปได้รับรองว่าได้วิชาไปพัฒนาตัวเองอย่างแน่นอน

abocn-Sprouts

การปลูกถั่วงอกให้ขาวอวบน่ารับทานปลอดสารพิษทำได้เองสามารถขายได้อีกด้วย

การปลูกถั่วงอกนั้นมันไม่ใช้เรื่องง่ายเลยหากเราไม่รู้วิธีและมีอุปกรณ์ที่ครบครันนั้นก็จะทำให้ได้ถั่วงอกไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ทั้งนี้ยังต้องดูแลเอาใจใส่ให้มากอีกด้วยเพราะถั่วงอกนั้นปลูกได้เร็วใช้เวลาน้อย เพียงแค่ 3-4 วันเท่านั้นก็ได้ถั่วงอกที่น่ารับประทานแถมยังปลอดสารอีกด้วยเพราะเราเป็นคนปลูกเองกับมือ ดังนั้นเรามาดูวิธีการปลูกที่ดีและเห็นผลกันเลยดีกว่าครับ เรามาดูในเรื่องของอุปกรณ์กันก่อนเลยครับ

– ใช้พาชนะอะไรก็ได้ที่สามารถเอาไว้ปลูกถั่วงอกได้ เช่น ถ้าหากเราต้องการปลูกแค่ใช้ทำเป็นอาหารทานเองในครัวเรือนก็ใช้เป็นกาละมังก็ได้ หรือ ถ้าจะปลูกเพื่อเอาไปขาย ก็ใช้เป็นบ่อปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ๆก็ได้เช่นกัน

– กระสอบป่าน หรือ ผ้าอะไรก็ได้ที่สามารถซับน้ำได้ดี แต่ที่อยากแนะน้ำให้ใช้กระสอบป่านจะดีที่สุด

– ตะแกรง ตะแกรงควรใช้เป็นตะแกรงเหล็กที่มีขาตั้งได้สูงขึ้นจากพื้นประมาณ 1 นิ้ว

– ตะแกรงพลาสติก ตะแกรงพลาสติก ที่มีรูไม่หางกันมากประมาณ 3 mm.

เราจะเริ่มวิธีการปลูกถั่วงอกดังนี้

– ให้เอาถั่วเขียวแช่น้ำอุ่นไว้ประมาณ 6-8 ชั่วโมง ห้ามแช่น้ำนานเกินไปเพราจะทำให้ถั่วเขียวนั้นฟ่อได้หรือไม่สมบูรณ์

2 นำตะแกรงเหล็กวางลงไปวางในบ่อปูนโดยที่ตะแกรงเหล็กสามารถวางได้ทั่วทั้งบ่อ ถ้าเป็นกาลังมังก็ทำเช่นเดียวกัน

3 จากนั้นให้เอาตะแกรงพลาสติกที่ตัดจนได้ขนาดเดียวกับบ่อปูนซีเมนต์แล้ววางลงไปทับกับตะแกรงเหล็กอีกที

4 นำกระสอบป่านที่ตัดจนได้ขนาดเดียวกับบ่อปูนซีเมนต์วางบนตะแกรงอีกชั้น

5 โรยเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำไว้ครบชั่วโมงแล้วโรยลงไปที่พื้นของกระสอบป่าน โดยให้โรยจนทั่วของกระสอบป่านให้มีความหนาของเมล็ดถั่วเขียวสัก 2 ชั้นซ้อนกัน และทำตามขั้นตอนที่ 1-4 และ 5 ไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบ 5 ชั้น หรือตามจำนวนชั้นที่เราต้องการ

ข้อควรระวังคือ ควรรดน้ำบ่อยๆ โดยเฉลี่ยแล้ว 5 ครั้งต่อ 1 วัน โดยระยะห่าง 3 ชั่วโมงต่อ 1 ครั้ง ทำมาจนถึงวันที่ 3 ก็จะสามารถนำถั่วงอกมารับประทานหรือขายได้แล้ว เราก็จะได้ถั่วงอกที่ทั้งขาวทั้งอวบและสดปลอดสารพิษอีกด้วย

abocn-DSC08282

แตงโมรูปหัวใจกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเกษตรกร

ใครจะไปเชื่อละครับว่าแตงโมโดยทั่วไปนั้นที่มีลูกเป็นรูปลูกทรงกลมๆนั้นจะสามารถกลายมาเป็นแตงโมรูปหัวใจน่ารักฟุ้งฟิงมุ้งมิงได้ เพราะการปลูกแตงโมเพื่อให้ได้ผลผลิตหรือให้ออกผลเก็บได้นั้นก็ว่ายากแล้ว เนื่องจากแตงโมเป็นผลไม้ที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมากที่สำคัญถ้าอยากให้แตงโมมีรสชาติที่หวานกรอบก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
แต่ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ถ้าหากตั้งใจทำอย่างจัง ซึ่งนาย ฮิโรชิ คิมูระ เป็นคนประเทศญี่ปุ่นได้ศึกษาข้อมูลและหาความรู้มาเป็นเวลานาน ด้วยที่ว่าไม่ใช่เป็นเพราะความบังเอิญแน่ๆที่ทำให้แตงโมของเขานั้นเป็นรูปหัวใจได้ เพราะเขาได้ทดลองการทำแตงโมรูปหัวใจมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะประสบพบเจอกับปัญหาเป็นอย่างมากเขาจึงได้เจาะลึกและแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดนั้นไปเรื่อยๆจนทำให้เขาประสบความสำเร็จ เขาบอกว่าปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องที่เกี่ยวกับดิน และอากาศ เพราะเขาใช้บล็อกเป็นแม่พิมพ์รูปหัวใจโดยการบล็อกพิมพ์นั้นจะทำให้อากาศไม่ถ่ายเทและถ้าปลูกในที่ที่มีดินไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพนั้นก็จะทำให้ลูกทรงโตไม่ได้ตามที่ต้องการหรือรูปทรงที่ผิดเพี้ยนไปไม่เป็นไปตามบล็อกพิมพ์นั้นๆ ทั้งนี้เมื่อเขาได้ทราบถึงปัญหา เขาก็ได้มีการแก้ไขจนทำให้ตัวเขาได้ประสบกับความสำเร็จ เขาได้เลือกใช้ที่ดินในการปลูกที่มีความสมบูรณ์และควรคุมการให้น้ำแบบเหมาะสม และยังสามารถควบคุมในเรื่องของอากาศอีกด้วย ในเรื่องของการควบคุมของอากาศนั้นเขาได้ควบคุมทั้งอากาศที่จะมาสัมผัสกับต้นของแตงโมโดยตรงด้วยการสร้างเป็นโรงเรือนโดยให้อากาศภายนอกเข้ามาได้แค่พอประมาณ และยังควบคุมอาการให้กับลูกของแตงโมอีกด้วย โดยการใช้บล็อกพิมพ์ที่สั่งทำมาโดยเฉพาะในการทำลูกแตงโมให้เป็นรูปหัวใจและมีรูระบายอาการในตัวซึ่งจะทำให้ลูกแตงโมที่ได้นั้นมีรูปทรงที่เป็นไปตามบล็อกพิมพ์รูปหัวใจและโตได้เต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะได้ลูกแตงโมที่แก่เต็มที่มีรูปทรงรูปหัวใจ มีเปลือกที่สะอาดสีเขียวเข้ม และมีรสชาติที่ดีเยี่ยม ซึ่งเกษตรกรชาวญี่ปุ่นท่านนี้ที่ได้ประสบความสำเร็จ ได้กล่าวไว้ว่าการที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้น 1.ต้องมีใจรัก รักในสิ่งที่ทำ 2.ต้องใส่ใจ 3.ต้องอดทน 4.ควรศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา เพียงเท่านี้คุณก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ครับ

abocn-tmaxresdefault

เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างมั่นคง

ในประเทศไทยมีประชากรที่มีอาชีพทำการเกษตรมากที่สุดก็ว่าได้และมีกันทุกภาคพื้นที่กันเลยทีเดียว แต่การทำการเกษตรนั้นไม่ได้ทำให้ชาวเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและเพียงพอสำหรับการเลี้ยงชีพได้ จึงทำเกษตรกรหลายรายต้องเลิกอาชีพการทำเกษตรมาหางานอื่นทำกันเป็นจำนวนมาก บางรายยิ่งทำก็ยิ่งจะมีแต่หนี้สินเพิ่ม เนื่องจากการทำการเกษตรแบบเก่านั้นเป็นการปลูกพื้นเพียงหน้าเดียว จึงเสี่ยงในเรื่องของราคาการตลาดที่ขึ้นๆลงๆถ้าโชคดีก็ทำให้มีกำไรได้แต่ถ้าโชคร้ายขึ้นมาล่ะ นอกจากจะเหนื่อยกับการทำการเกษตรแล้วยังทำให้ต้องเป็นหนี้เป็นสินอีก เนื่องจากการขายผลผลิตไม่ได้กำไรแต่ต้องกินต้องใช้เท่าเดิม อีกทั้งชาวเกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 20 % จะอยู่นอกพื้นที่ของชลประทาน ซึ่งจะประสบปัญหาในเรื่องของน้ำที่จะนำมาใช้ในการทำการเกษตร

ทั้งนี้ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงพระราชดำริ การทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ขึ้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

โดยการทำเกษตรทฤษฎีใหม่มีดังต่อไปนี้

ให้แบ่งที่ดินเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่ 1 ให้ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา 30% ของพื้นที่ ส่วนที่ 2 ให้ทำนา 30% ของพื้นที่เช่นเดียวกัน ส่วนที่ 3 ให้ปลูก พืชสวนพืชไร่และไม้ยืนต้นแบบผสมผสานกันไปหลากหลายชนิดและให้สอดคล้องกันเช่น ปลูกต้นสักพร้อมกับต้นชะพู เพื่อให้ทั้งสองได้เกื้อกูลกัน โดยให้ต้นชะพูเกาะรอบต้นสักแทนการใช้อย่างอื่นมาทำเป็นเสาร์เพื่อให้ต้นชะพูเกาะเลื่อย ส่วนที่ 4 ให้สร้างเป็นที่อยู่อาศัย และปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆนานาชนิด และให้ทำการเพาะเห็ด และเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูเป็นต้น ซึ่งในส่วนที่ 4 นี้จะใช้พื้นที่ 10 % ของพื้นที่ทั้งหมด

เพียงเท่านี้เกษตรกรก็จะมีน้ำที่ใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาและเป็นบ่อที่มีไว้สำหรับกักเก็บน้ำในหน้าฝนเพื่อเอาไว้ใช้ทางการเกษตรได้ตลอดทั้งปี และจะมีรายได้หลายหลายช่องทางทั้งจากการทำนา เลี้ยงปลา พืชผักผลไม้ พืชผักสวนครัว หมู เห็ด เป็ด ไก่ ได้หมดทั้งสิ้น

หากเกษตรกรได้ทำตามขั้นตอนทั้งหมดมานี้ได้ก็จะมีชีวิตที่มั่นคงมีรายได้ที่คงที่และมีเวลาให้กับครอบครัว ซึ่งจะทำให้สังคมมีทั้งสิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่ดีอีกด้วย

abocn-cycle

เกษตรผสมผสานมีดีอย่างไรกับเกษตรกร

คำว่าเกษตรผสมผสานนั้นก็คือการปลูกพืชผักผลไม้หรือพืชผักสวนครัวต่างๆหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน เป็นหลักการและแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริ ซึ่งการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นมีประโยชน์อย่างมากในหลายๆเรื่องเช่น สร้างรายได้ตลอดทั้งปี ไม่กลัวเรื่องของราคาตกในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด

เกษตรผสมผสานสามารถทำได้จริงและเห็นผลถึงแม้จะมีแค่พื้นที่อยู่ไม่มากแต่ก็สร้างรายได้มาแล้วเดือนละเป็นแสนต่อเดือนต่อไร่ ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเกษตรกรเอง เรามาดูตัวอย่างของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกันเลยดีกว่าครับว่าเขาปลูกอะไรและมีรายได้เท่าไหร่กันบ้าง จะยกตัวอย่างเกษตรกร ดังนี้

เกษตรกรรายนี้ มีเนื้อที่อยู่ 7 ไร่ครึ่ง แบ่งไปปลูกกล้วย 800 ต้น มะเขือพวงไร้หนามอีก 2,000 ต้น และยังมีพืชผักสวนครัวต่างๆรอบๆของพื้นที่ในสวนอีกด้วย มีทั้ง ข่า ตะไคร้ ขิง กะเพรา โหระพา พริก เป็นต้น และยังมีบ่อปลาอีก 11 บ่อ มีทั้งปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ซึ่งเกษตรกรรายนี้ได้บอกว่าเขาสามารถสร้างรายได้เฉลยเดือนละ 20,000-30,000 ต่อเดือน ทั้งนี้รายได้หลักๆก็จะมาจากมะเขือพวงไร้หนามที่ได้ปลูกไว้ 2,000 ต้นซึ่งเมื่อถึงเวลาให้ผลผลิตก็จะเก็บขายได้ตลอดทั้งปีและที่สำคัญถ้าเราไม่เก็บผลของมะเขือพวงไร้หนามก็จะไม่ออกใหม่เหมือนกัน และรายได้อีทางก็มาจาก ผลผลิตจากกล้วย ที่ได้ปลูกไว้ 800 ต้นก็จะสามารถนำทั้งผลกล้วย หัวปี และหนอ ขายได้อีกเช่นกัน ส่วนรายได้เสริมก็มาจากปลาที่ได้เลี้ยงไว้อีก 11 บ่อ รวมทั้งพืชผักสวนครัวอื่นๆอีกด้วยทั้งนี้ พืชผักสวนครัวทั้งหลายยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่ากับข้าวได้อีกด้วย

เกษตรกรรายนี้ได้เล่าว่าหากเจอปัญหาในเรื่องของรายในการขายที่ต่ำก็จะไม่ทำให้เขาขาดทุนเพราะว่ายังมีรายได้จาดทางอื่นอีกด้วย ทั้ง ปลาที่ได้เลี้ยงไว้และพืชผักอีกกว่า 10 ชนิดที่มีอยู่ การทำเกษตรผสมผสานทำให้มีรายได้แบบรายวันโดยใน 1 เดือน จะมีรายได้จากการทำเกษตรผสมผสานเกือบแทบจะทุกวัน จึงไม่ต้องไปหากู้เงินมาเป็นก้อนๆเพื่อที่จะลงทุนในการซื้อปุ๋ยในการทำเกษตร ซึ่งการทำเกษตรโดยปลูกพืชแค่ชนิดเดียวนั้นหากราคาตกต่ำก็จะทำให้ขาดทุนและเป็นหนี้ได้ อีกทั้งเกษตรกรยุคใหม่มักจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนพวกการใช้ปุ๋ยที่มีสารเคมีต่างๆ เพื่อผลผลิตที่ดีและราคาถูกกว่าอีด้วย เห็นไหมละครับว่าการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นมีดีและมีความต่างกับการทำเกษตรแบบเดี่ยวอย่างไร

abocn-Catfish

การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุก เลี้ยงง่ายรายได้ดีใช้พื้นที่น้อย

การเลี้ยงกบคอนโดสามารถใช้พื้นที่น้อยได้เนื่องจากเป็นการใช้ยางรถที่ไม่ได้ใช้แล้วนำมาซ้อนกัน 3 เส้นหรือชั้นเพื่อใช้แทนบ่อเลี้ยงกบนั้นเอง

เรามาดูขั้นตอนการเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุกันเลยครับ

การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุนั้นจะต้องมีการเลี้ยงปลาดุอยู่แล้วและเราต้องเลี้ยงกบคอนโดให้ใกล้กับบ่อปลาดุให้มากที่สุดเนื่องจากเราจะใช้มูลและเศษอาหารของกบคอนโดนที่เหลือไปใช้เป็นอาหารให้กับปลาดุกได้อีกด้วย

เรามาเริ่มจากการวางท่อน้ำทิ้งของคอนโดกบกันก่อนเลยดีกว่า

1 ควรขุดดินเพื่อที่จะวางท่อน้ำทิ้ง

2 ให้ต่อท่อน้ำทิ้งของแต่ละคอนโดเชื่อมต่อกันและนำไปวางในร่องที่ได้ขุดไว้ โดยเราจะเลี้ยงได้ประมาณ 9 คอนโด หลังจากวางระบบท่อเสร็จแล้วให้เทปูนทับและฉาบหน้าปูนให้สนิท และเรียบเนียนที่สุดเพื่อที่จะลดการเกิดแผลให้กับตัวกบได้

3 ให้ทำความสะอาดคอนโดกบให้สะอาดโดยการใช้น้ำสะอาดและน้ำจุลินทรีย์เทลาดลงไปในแต่ละคอนโดเป็นขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นให้ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

4 ใส่น้ำสะอาดลงไปในห่วงยางแต่ละเส้นของคอนโด ควรใช้น้ำสะอาดที่มาจาก ชลประทาน หรือ ตามคลอง และแห่งน้ำต่าง จะให้ให้กบโตไวและแข็งแรงเนื่องจากเป็นน้ำที่มาจากธรรมชาติโดยตรงและจะทำให้กบสามารถปรับตัวได้ง่าย โดยให้ใส่น้ำลงไปที่ห่วงยางโดยให้มีน้ำขังห่วงยางสักครึ่งหนึ่ง และใส่น้ำจุลินทรีย์ตามหลังลงไปอีก

5 นำพันธุ์กบที่เตรียมไว้เพื่อที่จะเลี้ยงนั้น ใส่ลงไปในคอนโดได้ทันทีเลยโดยที่แต่ละคอนโดจะใช้กบประมาณ 70- 100 ตัวตามความเหมาะสม โดยจะเลือกใช้กบในการเลี้ยงที่มีขนาดตัวอยู่ที่ 1-2 นิ้ว

วิธีการเลี้ยงจะต้องให้อาหารกบวันละ 2 ครั้ง ให้หากกัน 8-10 ชั่วโมง โดยกบในเดือนแรกๆจะใช้อาหารเม็ดที่เอาไว้เลี้ยงปลาดุกเม็ดเล็ก และพอตัวใหญ่ขึ้นให้เปลี่ยนมาให้อาหารปลาดุกเม็ดใหญ่แทน และควรทำความสะอาดคอนโดกบอย่างน้องวันละ 1 ครั้ง มูลกับเศษของกบที่ได้ทำความสะอาดนั้นจะสามารถเป็นอาหารของปลาดุกได้อีกต่อหนึ่ง

กบจะสามารถจับขายได้ประมาณเดือน 4-5 หรือจะนานกว่านั้นก็ได้เพื่อรอดูราคาขึ้นลงของตลาด ถือได้ว่าเป็นการเลี้ยงกบนอกจากจะเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้แล้วยังสามารถใช้ประโยชน์จากการเลี้ยงกบได้อีกถือได้ว่าเป็นแนวทางที่ดีสำหรับเกษตรกรที่อยากเลี้ยงกบหรือเกษตรกรที่เลี้ยงปลาดุกอยู่แล้วและมาเลี้ยงกบเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม